อัพเดท “ แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” 2.5 แสนล้าน

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ชุมพร–ระนอง ว่า อยู่ระหว่างพิจารณาคัดเลือกตําแหน่งท่าเรือที่เหมาะสม ทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน
จากผลการศึกษาเบื้องต้นของบริษัทที่ปรึกษาที่สนข.ว่าจ้างศึกษา 68 ล้านบาท ระยะเวลาศึกษา 30 เดือน พบว่าพื้นที่มีศักยภาพและเหมาะสมมีฝั่งละ 3 แห่ง ที่จะพัฒนาเป็นท่าเรือแห่งใหม่ของประเทศไทย
แบ่งเป็น ฝั่งอ่าวไทย จ.ชุมพร ประกอบด้วย 1.แหลมประจําเหียง 2.แหลมริ่ว 3.แหลมคอเขา ส่วนฝั่งอันดามัน จ.ระนอง ประกอบด้วย 1.เกาะตาวัวดํา 2.เกาะสน 3.แหลมอ่าวอ่าง โดยในแต่ละแห่งนั้น มีทั้งข้อดี และข้อเสียแตกต่างกัน
สนข. เตรียมสรุปผลการศึกษารูปแบบเบื้องต้นเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการร่วมฯ ระหว่างกระทรวงคมนาคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้องพิจารณาพื้นที่มรดกโลก และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบต่อไป
นายปัญญา กล่าวอีกว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม มอบหมายให้ สนข. เตรียมรายละเอียดโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อนำเสนอในเวทีการประชุมคณะทำงานด้านการขนส่งของเอเปค ครั้งที่ 52 (APEC Transportation Working Group : TPTWG 52) ในวันที่ 14-16 ก.ย.65 พร้อมเตรียม Road Show ทั้งในและต่างประเทศ หรือสถานฑูตต่างๆ ตั้งแต่ มิ.ย.65 เพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุน
สำหรับกรอบระยะเวลาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์จะแล้วเสร็จภายในปี 65 จากนั้นปี 66 จะเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model) พร้อมจัดทำเอกสาร ควบคู่กับการจัดทำรายวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่า การศึกษาทั้งโครงการฯ จะแล้วเสร็จปลายปี 67 ก่อนหาผู้รับจ้างในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และเริ่มก่อสร้างโครงการในปี 68 พร้อมเปิดให้บริการในปี 73
การลงทุน จะเป็น PPP รูปแบบประกวดราคาแบบนานาชาติ (International Bidding) วงเงินลงทุนประมาณ 250,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการศึกษาข้อกฎหมาย
เนื่องจากโครงการแลนด์บริดจ์ จะการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เป็นต้นแบบ (Model) โดยมีการออกกฎหมายโดยเฉพาะ หรือออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แลนด์บริดจ์ รวมทั้งจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการด้วย
ขณะที่สัดส่วนการลงทุนจะกำหนดให้เอกชนต่างชาติได้เกิน 50% แต่ต้องมีสัดส่วนของนักลงทุนชาวไทยเป็นพันธมิตรร่วมด้วย เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืนยันว่า ไม่ได้มีการห้ามนักลงทุนชาวไทย
ส่วนความคุ้มค่าในการลงทุน สนข.ให้โจทย์การศึกษากับบริษัทที่ปรึกษาว่าให้คุ้มทุน เบื้องต้นนอกจากจะมีการลงทุน 2 ท่าเรือ รวมถึงทางพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และระบบรางแล้ว จะมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างรายได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยระยะเวลาการให้สัมปทาน จะใกล้เคียงกับพื้นที่ EEC
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม แจ้งว่า ปัจจุบันการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศทางด้านมหาสมุทรอินเดีย ต้องเปลี่ยนถ่ายสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออกผ่านช่องแคบมะละกา (สิงคโปร์) เส้นทางอ้อมและมีระยะไกล การจราจรทางน้ำคับคั่ง
จากข้อมูลปี 61 ช่องแคบมะละกามีความหนาแน่นของปริมาณเรือสูงถึง 85,000 ลำ/ปี และในอีก 10 ปีข้างหน้า ปริมาณเรือจะเพิ่มขึ้นกว่า 128,000 ลำ เกินความจุที่รองรับได้ 122,000 ลำต่อปี ก่อให้เกิดปัญหาการติดขัดและเสียเวลาในการเดินทาง
การศึกษามีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณสินค้าเข้ามาในแลนด์บริดจ์ มากถึงกว่า 20 ล้าน TEUs จากการรองรับได้ 40 ล้าน TEUs ซึ่งจะเทียบเท่ากับท่าเรือฮ่องกง ที่มีตู้สินค้าผ่านท่าเรือมากเป็นอันดับที่ 8 ของโลก โดยแลนด์บริดจ์ จะเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
นอกจากนี้จากการศึกษาเทียบเคียงท่าเรือทั่วโลกที่มีการรองรับปริมาณสินค้าเทียบเท่าท่าเรือแลนด์บริดจ์ในประเทศไทยพบว่า โครงการสามารถสร้างรายได้จากการบริหารท่าเรือ การเติมน้ำมันทางทะเล กิจกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์จากการเป็นท่าเรือขนถ่าย (Transshipment)
ขณะเดียวกัน มีการประมาณการรายได้รวมของอุตสาหกรรมที่จะพัฒนาในพื้นที่ ได้แก่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอนาคต (Mega Trend) อุตสาหกรรมฮาลาล อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เช่น อาหารทะเล ผลไม้ ยางพาราและปาล์มน้ำมันขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรม Cold Chain การจัดเก็บ และกระจายสินค้า เป็นต้น
————————-
เนื้อหา: ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์

Scroll Up